ร้าน โชคทวีพระเครื่อง
www.chokdee-amulet.99wat.com
0861863484
0861863484

ให้เช่าวัตถุมงคลและเครื่องรางยอดนิยมทั่วไทย

โทร.086 186 3484

ไอดีไลน์ 0861863484

 
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2411 สร้างครั้งที่3


  ส่งข้อความ

ชื่อร้านค้า
โชคทวีพระเครื่อง
โดย
tanachon
ประเภทพระเครื่อง
พระกริ่ง
ชื่อพระ
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2411 สร้างครั้งที่3
รายละเอียด
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2411 (สร้างครั้งที่3)
การสร้างพระกริ่งปวเรศครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ.2411 เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายรัชกาลที่5 พระชนมายุ 15 พระชันษา ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์สมบัติ โดยมีผู้สำเร็จราชกาลเจ้าพระยาสีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) พระกริ่งรุ่นนี้ไม่มีเส้นพระศก และไม่มีส่วนผสมของเนื้อพระพุทธชินสีห์แบบครั้งที่1 และ ครั้งที่2 เป็นเนื้อสัมฤทธิ์ มี 3 ชนิด เนื้อสัมฤทธิ์เดช ออกสีแดงแก่ ออ่น, เนื้อส้มฤทธิ์โชติ ออกสีขาว หรือขาวจัด, เนื้อสัมฤทธิ์เดช ออกสีเหลือง (พระราชนิพนธ์พงศาวดาร ร.5 หน้า 30 - 34, หน้า 47 และพระราชพิธีโสกันต์ หน้า54 - หน้า55) จำนวนการสร้างไม่ได้กล่าวไว้

พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2411 (สร้างครั้งที่3)
พระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2411 ถือเป็นการสร้างครั้งที่ 3 (หรือยุคที่ 3) ของทำเนียบพระกริ่งปวเรศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติครั้งแรก ขณะมีพระชนมายุ 15 พระชันษา โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสก

ลักษณะและเนื้อหาของพระกริ่งปวเรศ ปี 2411
1. พุทธลักษณะ: มักพบในพิมพ์ทรงที่เรียกกันว่า พิมพ์สมบูรณ์พูนสุข เอกลักษณ์สำคัญในรุ่นนี้คือ ไม่มีเส้นพระศก และไม่มีส่วนผสมของเนื้อพระพุทธชินสีห์เหมือนกับการสร้างในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
2. เนื้อโลหะ: สร้างด้วยเนื้อ สัมฤทธิ์ (หรือสำริด) ซึ่งตามบันทึกประวัติศาสตร์แยกออกเป็น 3 ชนิดย่อย ได้แก่:
2.1 เนื้อสัมฤทธิ์เดช: ออกสีแดงแก่หรือแดงอ่อน
2.2 เนื้อสัมฤทธิ์โชค: ออกสีขาว หรือขาวจัด (เมื่อผ่านกาลเวลาผิวจะกลับดำเข้มขลัง)
2.3 เนื้อสัมฤทธิ์ศักดิ์: ออกสีเหลือง
3. จำนวนการสร้าง: ในบันทึกจดหมายเหตุและพงศาวดาร ไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด แต่นับเป็นหนึ่งในวัตถุมงคลเนื้อโลหะที่มีค่านิยมสูงและหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

ด้านหน้า
1. วงพระพักตร์ (ใบหน้า): มีลักษณะกลมมน พระเนตร (ตา) และพระขนง (คิ้ว) มีความเลือนรางตามลักษณะของการหล่อโบราณดั้งเดิม
2. พระศก (ผม): เป็นพิมพ์ที่ไม่มีเส้นพระศกชัดเจน ผิวเนื้อพระบริเวณพระเศียรจะเรียบเนียนขึ้นไปจรดเม็ดพระศกด้านบนสุด
3. การแต่งผิวและเนื้อโลหะ: กระแสเนื้อโลหะออกโทนสีน้ำตาลเข้มปนเทาดำเข้มขลัง ซึ่งแสดงถึงคุณสมบัติของเนื้อสัมฤทธิ์ที่ผ่านกาลเวลาและการสัมผัส จนเกิดผิวกลับดำตามธรรมชาติ
4. ฐานบัว: ด้านหน้าปรากฏเกสรบัวและกลีบบัวคว่ำบัวหงายที่เป็นเอกลักษณ์ของพระกริ่งพิมพ์นี้อย่างชัดเจน

ด้านหลัง
1. ความเรียบเนียนของพระเศียร: พิมพ์นี้ด้านหลังพระเศียรจะเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีเส้นพระศก (ไรผม) ไล่ขึ้นไปจนถึงเม็ดพระศกด้านบนสุด
2. ความตึงและรอยหดตัวของผิว: บริเวณแผ่นหลังปรากฏความตึงของผิวโลหะ มีรอยยุบตัว รอยหลุมหดตัวขนาดเล็ก และความไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติของการหล่อดินไทยโบราณ ไม่ใช่ผิวที่เรียบตึงสม่ำเสมอแบบงานหล่อสมัยใหม่
3. ความลึกของริ้วจีวร: เส้นสายจีวรด้านหลังมีความพลิ้วไหวและลึกชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความมนกลมเนื่องจากผ่านกาลเวลาและการแต่งตะไบในบางจุด
4. ลักษณะฐานบัวด้านหลัง: บัวด้านหลังถูกออกแบบเป็นบัวลายเส้นเรียบง่าย ไม่ได้เป็นกลีบบัวเด่นชัดเหมือนด้านหน้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ร่วมของพระกริ่งสายวัดบวรนิเวศวิหารยุคเก่า

ผิวพรรณและกระแสโลหะ
1. ปรากฏคราบความเก่าหรือ "พรายเงิน" และ "คราบเบ้า" จางๆ ตามซอกลึกที่ยากต่อการสัมผัส
2. เนื้อโลหะเมื่อถูกสัมผัสจะมีความมันวาวแบบนุ่มตา (ไม่วาวจัดแบบโลหะใหม่) ส่วนที่ไม่ถูกสัมผัสจะมีสีคล้ำเข้ม เป็นลักษณะเด่นของเนื้อสัมฤทธิ์เดชหรือสัมฤทธิ์โชคที่กลับดำ

ด้านข้าง
1. มิติความหนาขององค์พระ: สัดส่วนจากหน้าอกไปถึงแผ่นหลังมีความหนาอวบอิ่ม ลำพระองค์ตั้งตรงอย่างมั่นคง
2. แนวซอกแขนและข้อศอก: ซอกพระกัปปะระ (ข้อศอก) ด้านขวาขององค์พระ (ซ้ายมือในรูป) มีช่องว่างทลุโปร่งชัดเจน รอยตัดแต่งขอบข้างมีความมน ไม่เป็นเหลี่ยมคมที่เกิดจากเครื่องจักรสมัยใหม่
3. รอยต่อระหว่างบัวหน้าและบัวหลัง: บริเวณขอบฐานด้านข้างจะเห็นรอยเชื่อมต่อระหว่างกลีบบัวคว่ำบัวหงายด้านหน้า กับส่วนฐานเรียบด้านหลังอย่างชัดเจน ผิวโลหะบริเวณนี้มักมีรอยตะไบเก็บความเรียบร้อยจากการแต่งพิมพ์ในอดีต
4. ส่วนพระเศียรและพระกรรณ (หู): พระกรรณทอดยาวลงมาอย่างอ่อนช้อยงดงาม กลืนไปกับเนื้อพระเศียรที่ลาดเอียงขึ้นไปสู่มวยพระเกศา

การพิจารณาผิวเพิ่มเติม
จากมุมข้างนี้จะเห็นได้ชัดว่า ส่วนที่ยื่นออกมาและถูกสัมผัสบ่อย (เช่น หัวไหล่และข้อศอก) ผิวจะมีความหนึกนุ่มและมันวาวเข้มขลัง ส่วนในซอกลึกที่อับสัมผัสจะมีความด้านและมีคราบความเก่าเกาะอยู่หนาแน่นกว่า เป็นธรรมชาติที่ทำเลียนแบบได้ยาก

ใต้ฐาน
1. ลักษณะการอุดกริ่งแบบกลืนเนียน: ใต้ฐานขององค์นี้เป็นลักษณะของการแต่งผิวปิดสนิทจนมองไม่เห็นรอยอุดเม็ดกริ่งแบบแยกชิ้น (บางตำราเรียกว่าการเข้าไม้หรืออุดกริ่งในตัวแล้วแต่งตะไบเรียบ) ผิวใต้ฐานมีความราบเรียบและกลืนเป็นเนื้อเดียวกันทั่วทั้งแผ่น
2. ร่องรอยการแต่งตะไบโบราณ: ปรากฏรอยเส้นริ้วจาง ๆ คล้ายรอยตะไบละเอียดที่ใช้ขัดแต่งผิวในอดีต รอยเหล่านี้ไม่ได้เรียบกริบเหมือนแผ่นโลหะรีดสมัยใหม่ และมีความมนเนื่องจากผ่านกาลเวลาและการสัมผัส
3. ธรรมชาติของพื้นผิวและหลุมหดตัว: บนแผ่นใต้ฐานมีจุดหลุมเล็ก ๆ (รอยตามด) และคราบความเก่าสีน้ำตาลอมเหลืองและดำ กระจายตัวอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการเซ็ตตัวของโลหะเหลวในแม่พิมพ์ดินไทย
4. ขอบฐานพระ: มีลักษณะมนโค้งไปตามรูปทรงฐานบัว ขอบไม่มีความคม บ่งบอกถึงการลบเหลี่ยมมุมอย่างประณีตโดยช่างทองหลวงในยุคนั้น

สรุปภาพรวมการพิจารณาทั้ง 4 ด้าน
เมื่อพิจารณาครบทุกมิติ (หน้า, หลัง, ข้าง, ใต้ฐาน) พระกริ่งปวเรศ ปี 2411 องค์นี้ มีกระแสเนื้อสัมฤทธิ์ที่กลับดำหนึกนุ่ม สัดส่วนองค์พระมีความอวบอิ่ม และมีร่องรอยการเทหล่อดินไทยโบราณที่ดูง่ายและเป็นธรรมชาติมาก
ราคา
โชว์
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
0861863484
ID LINE
0861863484
จำนวนการเข้าชม
3,336 ครั้ง
บัญชีธนาคารที่ใช้ยืนยันตัวตน
ธนาคารกรุงไทย / 109151617xx-x