|
ร้าน โชคทวีพระเครื่อง
www.chokdee-amulet.99wat.com
0861863484
0861863484
|
|
ให้เช่าวัตถุมงคลและเครื่องรางยอดนิยมทั่วไทย โทร.086 186 3484 ไอดีไลน์ 0861863484 |
|
|
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2416 สร้างครั้งที่4
|
||||||||||||||||
|
||||||||||||||||
![]() ส่งข้อความ
|
||||||||||||||||
ชื่อร้านค้า
|
โชคทวีพระเครื่อง | |||||||||||||||
โดย
|
tanachon | |||||||||||||||
ประเภทพระเครื่อง
|
พระกริ่ง | |||||||||||||||
ชื่อพระ
|
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2416 สร้างครั้งที่4 |
|||||||||||||||
รายละเอียด
|
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2416 สร้างครั้งที่4 การสร้างพระกริ่งปวเรศ สร้างครั้งที่4 ไม่มีการบรรจุเม็ดกริ่ง ในปี พ.ศ.2416 รัชกาลที่5 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และบรมราชาภิเษกครองราชย์ เป็นครั้งที่2 พระกริ่งรุ่นนี้ไม่มีการบรรจุลูกกริ่งไว้ กรมพระยาปวเรศฯ ทรงออกแบบเป็น 2 แบบ หล่อในคราวเดียวกัน เพื่อทรงในพระราชพิธีทรงผนวช และบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ สันนิษฐานว่าเป็นพระกริ่งในเก๋งจีนอยู่ในวัดบวรนิเวศ (จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในราชกาลที่ 5 พ.ศ.2411 - พ.ศ.2416 คณะกรรมการเผยแพร่เอกสารประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.2516 หน้า 121 - 129) จำนวนการสร้างไม่ได้กล่าวไว้ พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2416 สร้างครั้งที่4 จัดเป็นหนึ่งในวาระประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากสร้างขึ้นในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครองราชย์เป็นครั้งที่ 2 โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นผู้ออกแบบและอธิษฐานจิต ลักษณะและข้อมูลสำคัญของการสร้างครั้งที่ 4 1. วัตถุประสงค์ในการสร้าง: เพื่อถวัยและแจกจ่ายในพระราชพิธีสำคัญสองวาระคู่กัน คือ พิธีทรงผนวช และพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ของรัชกาลที่ 5 2. เอกลักษณ์เฉพาะ: พระกริ่งปวเรศในวาระนี้ส่วนใหญ่ จะไม่มีการบรรจุลูกกริ่งไว้ด้านใน (ไม่มีเสียงกริ่ง) โดยใช้วิธีเทหล่อแบบประกบเบ้าหน้า-หลัง หรือใช้วิธีการอุดก้นแบบเนื้อเดียวกัน 3. การออกแบบ: กรมพระยาปวเรศฯ ทรงออกแบบไว้ 2 ลักษณะหลักๆ ในคราวเดียวกัน พระพักตร์แสดงความเมตตา แย้มพระสรวล (พิมพ์สมบูรณ์พูนสุข หรือ พิมพ์อุดมโภคทรัพย์) บนผิวพระมักปรากฏน้ำทองกระจายอยู่ทั่วไปอย่างชัดเจน 4. โค้ดและสัญลักษณ์: พระบางองค์ในวาระปี 2416 จะมีการตอก "โค้ดเม็ดงา" ไว้ที่ฐานบัวด้านขวา หรือมีการประทับตรา "จปร" ไว้ที่บริเวณฐานหรือก้นพระ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ประจำรัชกาล ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เช่น จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ 5 ไม่ได้ระบุจำนวนการสร้างพระกริ่งในวาระนี้ไว้อย่างแน่ชัด สันนิษฐานว่าแต่เดิมถูกเก็บรักษาไว้ในเก๋งจีน ภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ทำให้กลายเป็นวัตถุมงคลเนื้อโลหะที่หาชมยากมากและมีมูลค่าสูงในปัจจุบัน ด้านหน้า จุดพิจารณาทางพุทธศิลป์ (ด้านหน้า) 1. พระพักตร์และพระเศียร: พระพักตร์มีลักษณะอวบอิ่ม ปรากฏเส้นพระขนง (คิ้ว) พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) และพระโอษฐ์ (ปาก) ชัดเจน เม็ดพระศก (มวยผม) หล่อเป็นเม็ดกลมซ้อนขึ้นไปเป็นยอดหมุด 2. การห่มจีวร: ห่มเฉียงพาดสังฆาฏิเป็นเส้นหนาลงมาจรดพระนาภี (สะดือ) แขนขวาวางพาดบนหน้าตักในท่าปางมารวิชัย (สะดุ้งมาร) นิ้วพระหัตถ์เรียวยาวทอดลงมาจรดฐานบัว 3. ฐานบัวคว่ำบัวหงาย: กลีบบัวที่ฐานหล่อเป็นบัวสองชั้น (บัวคว่ำ-บัวหงาย) รอบฐาน มีความหนาและลึกตามรูปแบบศิลปะรัตนโกสินทร์ที่ถอดเค้าโครงมาจากพระกริ่งใหญ่ 4. วรรณะเนื้อและผิวพระ: ผิวพระปรากฏร่องรอยความเก่า คราบเบ้า คราบสนิมขุม และรอยสัมผัสโลหะตามธรรมชาติ มีมิติของความเข้ม-อ่อนตามซอกลึก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อสัมฤทธิ์หรือนวโลหะสายหล่อโบราณ เกรดประวัติศาสตร์ของวาระปี 2416 ตามข้อสันนิษฐานของกลุ่มนักสะสมระบุว่า วาระนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงผนวช และจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เอกลักษณ์สำคัญของพระกริ่งในรุ่นนี้คือ มักจะเป็นการเทหล่อแบบ "ไม่มีลูกกริ่งด้านใน" (เขย่าไม่มีเสียง) หรือใช้วิธีอุดก้นเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากพระกริ่งทั่วไปที่มักเจาะอุดเม็ดกริ่งแยก จุดพิจารณาทางพุทธศิลป์และเอกลักษณ์ (ด้านหลัง) 1. สัญลักษณ์บัวหลัง (บัวเล็บช้าง): ด้านหลังฐานมีกลีบบัวขนาดใหญ่ 1 กลีบ หรือที่วงการเรียกกันว่า "บัวเล็บช้าง" วางตัวอยู่กึ่งกลางฐานด้านหลังอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่ถอดพิมพ์มาจากพระกริ่งปวเรศองค์ครูของวัดบวรนิเวศวิหาร 2. จีวรและเส้นสังฆาฏิ: ด้านหลังปรากฏร่องจีวรพาดเฉียง และมีเส้นสังฆาฏิยาวทอดลงมาพับทับซ้อนกันเป็นมุมแหลมคล้ายตัววี (V) ปลายเส้นคมชัดและมีมิติหนาตามสไตล์พระหล่อดินไทย 3. เม็ดพระศก (มวยผมหลัง): เม็ดพระศกด้านหลังหล่อเป็นรูปก้นหอยหรือเม็ดกลมเรียงรายขึ้นไปถึงยอดเกศอย่างเป็นระเบียบ เรียงตัวแนบเนื้อไม่มีรอยต่อผิดธรรมชาติ 4. พื้นผิวและโลหะวิทยา: ผิวพระด้านหลังมีความแห้ง ปรากฏรอยพรุนขุมสนิมขนาดเล็ก (รูตามด) และคราบเบ้าดินไทยสีเข้มตกค้างตามซอกลึก สภาพผิวมีความตึงลดหลั่นกันไปตามอายุโลหะกว่าร้อยปี จุดพิจารณาทางพุทธศิลป์และร่องรอยการหล่อ (ด้านข้าง) 1. รอยประกบพิมพ์ด้านข้าง: พระกริ่งปวเรศที่เทหล่อในวาระนี้ บางส่วนจะใช้แม่พิมพ์ประกบหน้า-หลัง ทำให้บริเวณด้านข้างมักปรากฏ รอยตะเข็บประกบ หรือร่องรอยการแต่งตะไบเก็บขอบขูดเนื้อเกินออก ซึ่งในองค์นี้มีการแต่งขอบข้างได้กลมกลืนและเรียบร้อยตามแบบช่างหลวง 2. ความลึกของกลีบบัวและซอกแขน: ซอกลึกระหว่างพระพาหา (ต้นแขน) และลำตัวมีความลึกและคมชัด รวมถึงช่องไฟระหว่างบัวคว่ำ-บัวหงายที่ฐานด้านข้าง มีรอยโค้งเว้าที่เป็นธรรมชาติ ไม่ตื้นเขิน 3. ความลึกของกลีบบัวและซอกแขน: ซอกลึกระหว่างพระพาหา (ต้นแขน) และลำตัวมีความลึกและคมชัด รวมถึงช่องไฟระหว่างบัวคว่ำ-บัวหงายที่ฐานด้านข้าง มีรอยโค้งเว้าที่เป็นธรรมชาติ ไม่ตื้นเขิน 4. วรรณะและการกลับดำของเนื้อโลหะ: จากมุมนี้จะเห็น "กระแสเนื้อโลหะ" ค่อนข้างชัดเจน ผิวพระมีความแห้งสนิท มีรอยเหลือบทองหรือคราบน้ำทองจางๆ ผสมกับผิวที่เริ่มกลับดำในส่วนที่ถูกสัมผัส ซึ่งเกิดจากส่วนผสมของโลหะมงคลหลายชนิด จุดพิจารณาทางโลหะวิทยาและศัลยกรรมพระ (ใต้ฐาน) 1. การอุดก้นแบบเรียบเนียน: ลักษณะใต้ฐานเป็นแบบ "อุดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน" ไม่มีรอยเจาะรูอุดเม็ดกริ่งแยกต่างหาก สอดคล้องกับบันทึกประวัติศาสตร์ของวาระปี 2416 (ครั้งที่ 4) ที่ระบุว่าพระกริ่งส่วนใหญ่ในรุ่นนี้จะสร้างแบบ "ไม่บรรจุลูกกริ่งด้านใน" 2. ร่องรอยการแต่งตะไบโบราณ: พื้นผิวใต้ฐานปรากฏ รอยลายตะไบแทงสลับไปมา เพื่อเก็บความเรียบร้อยหลังการหล่อ รอยตะไบมีความแห้ง เก่า และมีความกลมกลืน ไม่คมจัดแบบตะไบโรงงานสมัยใหม่ 3. รอยจารอักขระลายมือ: บนพื้นผิวโลหะใต้ฐานเมื่อสังเกตดีๆ จะพบ รอยจารเส้นบาง เป็นตัวอักขระขอมหรือเครื่องหมายมงคลจารึกอยู่ (เห็นเป็นเส้นทแยงและเส้นโค้งจางๆ บนผิว) ซึ่งเกิดจากการใช้เหล็กจารขูดเนื้อโลหะตั้งแต่ยุคดั้งเดิม ผิวในร่องจารมีความเก่าและเปลี่ยนสี (กลับดำ) ไปพร้อมกับผิวพระรอบข้าง 4. กระแสเนื้อและสีโลหะ: บริเวณขอบฐานที่ถูกขัดแต่งเผยให้เห็นเนื้อในที่เป็นสีเหลืองอมแดง หรือกระแสนวโลหะสายเนื้อสัมฤทธิ์เด่นชัด ตัดกับขอบรอบนอกที่ยังคงคราบเบ้าและสนิมขุมสีเข้มเขียว-ดำเอาไว้ สรุปภาพรวมพระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2416 (การจัดสร้างครั้งที่ 4 พิมพ์ไม่บรรจุเม็ดกริ่ง) 1.วาระและพิธีกรรม: เชื่อว่าเป็นพระพุทธศิลป์ที่จัดสร้างร่วมกันระหว่างช่างหลวง (ช่างสิบหมู่) และวังหน้า เพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญ 2 ประการในปี พ.ศ. 2416 คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 และ วาระทรงผนวช ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นประธานอธิษฐานจิต 2.พุทธศิลป์และการตกแต่ง: องค์พระจำลองพุทธลักษณะพระไภษัชยคุรุตามแบบมหายาน ด้านหลังบริเวณฐานปรากฏ โค้ดสัญลักษณ์หรือตัวเลขตอก เฉพาะตัว ปลายพระเนตรยาวรีตามเอกลักษณ์ช่างหลวง ยอดพระเกศเป็นทรงบัวตูม มีรอยตะไบแต่งตะเข็บข้างเพื่อความประณีต 3.เอกลักษณ์ใต้ฐาน (ก้นตัน): พิมพ์นี้เป็น เนื้อก้นตันแบนราบ ปรากฏรอยทางตะไบและการปาดเนื้อโลหะหลังตัดช่อชนวนอย่างชัดเจน ไม่มีฝาปิดและไม่มีการเจาะฝังเม็ดกริ่ง ทำให้เมื่อเขย่าจะไม่มีเสียง สอดคล้องกับคติการสร้างพระชัยวัฒน์หรือพระกริ่งเนื้อตันในบางวาระ นอกจากนี้บนผิวเนื้อทองเหลืองผสมมักปรากฏ รอยจารแผ่วเบา ที่กลุ่มอนุรักษ์ใช้เป็นจุดพิจารณาความเก่า |
|||||||||||||||
ราคา
|
โชว์ | |||||||||||||||
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
|
0861863484 | |||||||||||||||
ID LINE
|
0861863484 | |||||||||||||||
จำนวนการเข้าชม
|
1,035 ครั้ง | |||||||||||||||
บัญชีธนาคารที่ใช้ยืนยันตัวตน
|
ธนาคารกรุงไทย / 109151617xx-x
|
|||||||||||||||
|
| ||||||||||||||||